สภาพัฒน์ฯ ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 เหลือ 1.8% สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจไทยภายใต้ปัจจัยเสี่ยงโลก
- Jetnippat
- 21 พ.ค.
- ยาว 1 นาที

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ "สภาพัฒน์ฯ" เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสแรกของปี 2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัวที่ระดับ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ตลอดทั้งปีลงจาก 2.8% เหลือ 1.8% สะท้อนความกังวลต่อปัจจัยลบในระดับโลกที่กดดันแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
ปัจจัยหลักที่ทำให้ปรับลดประมาณการ
เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าคาด
การชะลอตัวของภาคการส่งออก โดยเฉพาะไปยังตลาดหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย
ราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่ผันผวน จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน
นโยบายการคลังของสหรัฐฯ
การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสินค้าไทย และความสามารถในการแข่งขัน
ความผันผวนของค่าเงินจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย
การบริโภคในประเทศอ่อนแรง
กำลังซื้อของครัวเรือนยังไม่ฟื้นเต็มที่ เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่สูงต่อเนื่อง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับที่ยังเปราะบาง
แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี
แม้ไตรมาสแรกจะขยายตัวในระดับที่น่าพอใจ แต่การเติบโตในช่วงถัดไปยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคบริการ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ยังล่าช้า
ภาคการท่องเที่ยว แม้จะมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียน แต่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวในภาคส่งออกและอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มรูปแบบ
วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์
รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก โดยเฉพาะการสนับสนุน SMEs, การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นความเชื่อมั่นในภาคเกษตรกรรมและแรงงาน
การบริหารเสถียรภาพการคลังและการเงิน ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการระยะสั้น ไม่เช่นนั้นอาจเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีต่อไป
การจัดทำงบประมาณปี 2569 จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวโน้มระยะกลางของเศรษฐกิจไทย
สรุป
การปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2568 เหลือเพียง 1.8% ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่ปัจจัยภายนอกมีอิทธิพลสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ การตอบสนองเชิงนโยบายจากทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
#เศรษฐกิจไทย #GDP2568 #ProjectCWF




ความคิดเห็น