top of page

สภาพัฒน์ฯ ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 เหลือ 1.8% สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจไทยภายใต้ปัจจัยเสี่ยงโลก


ree

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ "สภาพัฒน์ฯ" เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสแรกของปี 2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัวที่ระดับ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ตลอดทั้งปีลงจาก 2.8% เหลือ 1.8% สะท้อนความกังวลต่อปัจจัยลบในระดับโลกที่กดดันแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย


ปัจจัยหลักที่ทำให้ปรับลดประมาณการ

  1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าคาด

    • การชะลอตัวของภาคการส่งออก โดยเฉพาะไปยังตลาดหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย

    • ราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่ผันผวน จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน

  2. นโยบายการคลังของสหรัฐฯ

    • การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสินค้าไทย และความสามารถในการแข่งขัน

    • ความผันผวนของค่าเงินจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย

  3. การบริโภคในประเทศอ่อนแรง

    • กำลังซื้อของครัวเรือนยังไม่ฟื้นเต็มที่ เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่สูงต่อเนื่อง

    • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับที่ยังเปราะบาง


แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

แม้ไตรมาสแรกจะขยายตัวในระดับที่น่าพอใจ แต่การเติบโตในช่วงถัดไปยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคบริการ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ยังล่าช้า

ภาคการท่องเที่ยว แม้จะมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียน แต่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวในภาคส่งออกและอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มรูปแบบ


วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์

  • รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก โดยเฉพาะการสนับสนุน SMEs, การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นความเชื่อมั่นในภาคเกษตรกรรมและแรงงาน

  • การบริหารเสถียรภาพการคลังและการเงิน ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการระยะสั้น ไม่เช่นนั้นอาจเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีต่อไป

  • การจัดทำงบประมาณปี 2569 จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวโน้มระยะกลางของเศรษฐกิจไทย


สรุป

การปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2568 เหลือเพียง 1.8% ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่ปัจจัยภายนอกมีอิทธิพลสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ การตอบสนองเชิงนโยบายจากทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว




ความคิดเห็น


ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้ได้แล้ว เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเจ้าของเว็บไซต์
bottom of page